[SF-GD] Remember Part Jiyong
posted on 01 Nov 2009 21:39 by erta-ale in OthersTitle: ::Remember:: Part Jiyong
Cast: Kwon Ji Yong
Author: Erta-ale
Rate: G
Status: One shot
==================================
เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงดนตรีที่ขับกล่อมให้คนที่หลับใหลไม่อยากลืมตาตื่นแม้แสงอาทิตย์จะสาดเข้ามากระทบกาย ร่างเพรียวบางบนเตียงสีขาวหลังใหญ่ซุกใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ที่ยวบตามแรงกอด นิ้วเรียวจิกหมอนแน่นราวกับเป็นของล้ำค่าและไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ ผมสีทองสว่างแผ่กระจายกลมกลืนไปกับขาวของเตียงและเครื่องนอน
......งดงาม....ราวกับเทพบุตร
....และ....
สว่างไสวราวกับจะกลืนหายไปกับสีขาวที่รายล้อม.......
ดวงตาที่กำลังพริ้มหลับอย่างสบายจนน่าอิจฉานั้นมีอันต้องหรี่ขึ้นอีกครั้งเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงดังขึ้น ชื่อ “ยองเบ” ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเรียกรอยยิ้มกว้างขว้างขึ้นมาประดับใบหน้า ดวงตาเล็กยิบหยีลงจนแทบปิดสนิท มือที่ขาวจน “เกือบซีด” คว้าโทรศัพท์มากดปุ่มรับสายก่อนจะกรอกเสียงลงไปอย่างสดใส
“งาย~~~ ที่ร้ากกกก คิดถึงเหรอจ๊ะ”
“...................”
“ฮ่าๆๆ ไม่เล่นก็ไม่เล่น”
“....................”
“อื้อ ก็ดี อากาศดี เงียบ สงบมากกกกกกกก”
“..................”
“ยังอ่ะ เพิ่งตื่น”
“..................”
“อื้อๆ เดี๋ยวกินน่า บ่นเป็นแม่ไปได้”
“.................”
“คร้าบบบบบบ งั้นจียงขอไปหาอะไรกินก่อนนะฮะแม่”
ทิ้งเสียงหัวเราะสดใสไปตามสายก่อนจะกดวางโดยไม่รับฟังคำบ่นที่อาจจะตามมาอีกเป็นกระบุง แต่ก็แค่นั่น เพียงวางโทรศัพท์ลงที่เดิม เสียงหัวเราะก็จางหายไปพร้อมรอยยิ้ม ราวกับนั่นคือเรื่องโกหก...
.......หรืออาจจะเป็นเพียงเรื่องโกหก.......
ร่างบอบบางที่ใส่เพียงเสื้อยืดสีขาวตัวยาวกับกางเกงผ้าขายาวสีเดียวกันทิ้งตัวลงกับเตียงนอน ฟูกยวบตัวตามแรงกระแทก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปยังเพดานสีครีมของบ้านพัก ใจไพล่คิดไปถึงเหตุผลที่ทำให้ต้องมาอยู่ที่นี่ในวันนี้....
.........เขามาที่นี่ด้วยความห่วงใยของทุกคน
แต่เหตุผลที่ทำให้ต้องมาที่นี่คือความอ่อนแอของตัวเอง.........
แขนเรียวถูกเลื่อนขึ้นมาปิดตา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววอ่อนล้าอย่างที่เจ้าตัวเกลียดนักหนา เพราะคนอย่างควอนจียง ต้องเข้มแข็งเสมอ คนอย่างจีดราก้อน ลีดเดอร์วงบิ๊กแบงต้องเก่ง ต้องดีที่สุดเสมอ เขาจะไม่มีวันยอมให้ความอ่อนล้าเข้ามาครอบงำจิตใจเด็ดขาด
....หากแต่นั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกหรือเปล่า.........
"ไปพักเถอะจียง ที่ไหนก็ได้ที่เธอจะได้อยู่แบบสงบ ไม่มีใครรบกวน หยุดคิดเรื่องงานสักระยะนะ"
เสียงทุ้มนุ่มของประธานยางยังคงกังวานอยู่ในใจ เขาดูเหนื่อยขนาดนั้นเลยหรือ จริงอยู่ที่ตอนนี้จียงกำลังทุ่มเต็มที่กับการโปรโมทอัลบั้มโซโล่ เต็มที่กับงานอื่นๆของตัวเองและบิ๊กแบง พร้อมๆกับการดูแล 2NE1 ไปด้วย แม้จะนอนน้อยมาก แม้จะน้ำหนักลดลงมาก แต่เขาหยุดไม่ได้ ต่อให้ต้องเหนื่อยกว่านี้เขาก็หยุดไม่ได้ เพราะผลที่ออกมาเขายังไม่พอใจกับมันเลย ต้องพยายามให้มากกว่านี้อีก ทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกสิ เขาไม่มีเวลาหยุดพักหรอกนะ
"ฉันว่าแบบนั้นก็ดีนะ นายไปพักเถอะ แค่สองสามวันก็ยังดี"
เสียงอ่อนโยนของยองเบเขาก็ยังจำได้ดี จำได้กระทั่งแววตาของเพื่อนรักที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจนเขาไม่กล้าปฏิเสธ แล้วยังจะเจ้ามักเน่ที่เข้ามาจับเข้ามากอดพร้อมกับบอกว่าพี่จียงผอมเกินไปแล้ว ทำงานมากไปรึเปล่า แดซองที่อยู่โรงพยาบาลก็ยังโทรศัพท์มาบ่อยๆพร้อมกับบอกให้เขาพักผ่อนบ้าง พี่ท็อปก็อีกคน แม้จะไม่พูดอะไรมากอย่างคนอื่นๆ แต่มือใหญ่ก็ลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน และอุ้มกาโฮมาหาเขาเสมอๆ เพราะรู้ว่านั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เขาละสายตาจากงาน...แม้จะแค่ระยะเวลาสั้นๆก็ตาม
และนั่นทำให้ควอนจียงต้องมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานเย็นที่ผู้จัดการขับรถมาส่งก่อนจะทิ้งเขาไว้และกลับไปโซลเพียงลำพัง ปล่อยเขาไว้ที่รีสอร์ทริมทะเลที่เงียบสงบ ที่ที่ไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เขาสามารถใช้ทำงานได้ ที่สำคัญไม่มีกระทั่งกระดาษเปล่าและอะไรก็ได้ที่เอามาขีดเขียน บ้าชิบ!! แบบนี้แม้แต่แต่งเพลงเขายังทำไม่ได้เลย เขาจึงใช้เวลาหนึ่งคืนผ่านไปกับการนอนฟังเสียงคลื่นกระทบหาดทราย ยอมรับว่าเสียงครืนๆสม่ำเสมอนั่นทำให้จิตใจสงบลงมาก แต่เขาก็ยังหยุดคิดเรื่องงานไม่ได้ ในหัวมีแต่เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับงานทั้งข่าวต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องทำยังไงถึงจะแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองได้ นี่เขาเป็นผู้ชายบ้างานใช่ไหม
ร่างผอมบางถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะลุกออกจากที่นอนเพื่อไปหาอะไรกินตามที่เพื่อนโทรศัพท์มาเตือน เพราะนี่จะ 11 โมงแล้ว น้ำสักหยดยังไม่ถึงท้องเลย แต่ก็เท่านั้น...ตอนทำงานบ่อยไปที่ตั้งแต่ฟ้าสางจนฟ้ามืด สิ่งที่ตกถึงท้องเขามีแค่น้ำไม่กี่อึก เขาก็ยังอยู่ได้
จียงใช้เวลาในห้องน้ำไม่นานในการทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงผ้าขายาว ก็ไม่ได้ต่างจากชุดนอนเท่าไหร่ เสื้อผ้าที่ผู้จัดการจัดมาให้มีแต่แบบนี้ แต่ชุดแบบนี้ก็ใส่สบายดี หากอยู่ที่โซลเขาไม่ค่อยได้ใส่เสื้อผ้าสบายๆแบบนี้ไปไหนมาไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบแต่งตัวหรอกนะ เดินผ่านห้องโถงตรงกลางบ้านพักไปยังส่วนที่จัดไว้เป็นครัวเล็กๆ เปิดดูตู้เย็นที่ภายในเต็มไปด้วยผลไม้หลายชนิดที่ผู้จัดการซื้อมาใส่ไว้ให้เมื่อวาน จียงเลือกหยิบแอปเปิ้ลออกมาหนึ่งลูกก่อนจะยกขึ้นกัด เคี้ยวนิดหน่อยก่อนจะฝืนกลืนลงไปแล้วแลบลิ้นออกมาทำหน้าเบ้
"อาหารที่กินหลังแปรงฟันรสชาติแย่เป็นบ้า"
เพราะอย่างนั้นแอปเปิ้ลที่ถูกกัดไปแค่คำเดียวเลยถูกถือค้างไว้แบบนั้น ยิ่งเห็นแอปเปิ้ลที่อยู่ในมือก็ยิ่งอดคิดเรื่องงานไม่ได้ เขาทำได้ไม่ดีเลยจริงๆในการแสดง performance ครั้งแรกของเพลง Heartbreaker คิดแล้วหงุดหงิดตัวเองเป็นบ้า จียงโยนแอปเปิ้ลไว้บนเคาท์เตอร์หน้าครัว หมดอารมณ์ที่จะกินต่อ
ขาเรียวพาเจ้าของร่างเดินออกมานอกรีสอร์ท ด้านหน้าเป็นชายหาดและทะเลที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แดดที่กระทบกับหาดทรายและน้ำทะเลนั้นจ้าจนต้องหรี่ตามอง จียงไม่ค่อยได้ออกมาสู้แดดจัดๆแบบนี้เท่าไหร่ นอกจากเวลาทำงานแล้ว ระยะหลังเขาอยู่แต่ในห้องซ้อม ในห้องอัดเสียง แล้วก็ในบ้านเท่านั้น
ที่นี่สงบจริงๆด้วยสินะ ขนาดหน้าร้อนแบบนี้ยังไม่มีคนเลย ถึงที่นี่จะเป็นหาดส่วนตัวของรีสอร์ทที่เขาพัก แต่ไม่มีลูกค้าคนอื่นเลยรึไงกัน หรือประธานยางจะเหมารีสอร์ทให้เขานะ คิดแล้วก็ขำ จียงรู้ว่าตัวเองเป็นลูกรักของประธานยาง เป็นคนที่รุ่นพี่ให้ความเอ็นดู ก็แน่อยู่แล้ว คนอย่างควอนจียง น่ารักจะตายไป...เนอะ...
แต่จียงเป็นส่วนตัวอยู่ได้ไม่นานก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินมาตามชายหาด ในมือคือกล้องตัวใหญ่ที่ต่อเข้ากับสายคล้องที่พาดอยู่กับคอ กล้องถูกยกขึ้นหันไปทางทะเล ก่อนจะเห็นได้ว่าชัตเตอร์ถูกกดและกล้องถูกลดลงมาถือไว้ระดับอก เห็นแบบนี้แล้วจียงก็อดหัวเราะในใจไม่ได้
เขาไม่ใช่คนเล่นกล้อง แต่ก็ยังพอรู้ว่าแสงจ้าขนาดนี้จะถ่ายรูปออกมาสวยได้ยังไง แถมที่กล้องจับอยู่ก็มีแค่ทะเลกับท้องฟ้า สงสัยคงเป็นมือสมัครเล่นแต่กลับใช้กล้องอย่างหรูเชียว ว่าแต่ เอามาสัมผัสลมทะเลแบบนี้ไม่กลัวเลนส์เสียรึไงกันนะ เห็นแล้วหงุดหงิด คนอย่างควอนจียงเห็นแบบนี้แล้วรู้สึกขัดตาจริงๆ เจ้าตัวก้าวยาวๆตรงไปหาผู้หญิงคนนั้นทันที
"นี่คุณ" ส่งเสียงเรียกไปก่อนที่จะเดินถึงเสียอีก คนถูกเรียกหันกลับมามอง แววตาแสดงความตกใจ
ตายล่ะ!! เขาลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นนักร้อง และเขามาที่นี่เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว หากผู้หญิงคนนี้รู้ว่าจีดราก้อนอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปบอกต่อกันขนาดไหน แต่สายตาที่มองตรงมานิ่งไม่ได้แสดงออกอะไรมากกว่านั้นทำให้จียงโล่งใจ แต่ก็อดเสียใจนิดๆไม่ได้ เขาไม่ค่อยดังรึไงกันนะ คนแถวนี้ถึงไม่รู้จักเขา
"คะ" คนที่ถูกเรียกตอบรับเสียงสูง นิ้วชี้เข้าที่ตัวเองหลังจากเหลียวมองไปรอบๆแล้วที่ชายหาดนี้ก็มีแค่เธอกับผู้ชายผมทองตรงหน้าเท่านั้น
"ครับ คุณนั่นแหละ ผมอยากถามว่าเอาเลนส์มาสัมผัสลมทะเลแบบนี้คุณไม่กลัวเลนส์เสียเหรอครับ ท่าทางจะแพงด้วยนะ" เดินเข้าไปใกล้พอที่จะไม่ต้องตะโกนสู้เสียงคลื่นก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ และทันทีที่จบประโยคคนฟังก็หัวเราะออกมาทันที
"ถึงจะเสียเลนส์ไปแต่มันก็คุ้มนะคะที่จะแลกกับรูปสวยๆ" พูดพร้อมกับรอยยิ้มกว้างสดใส
"รูปตอนนี้น่ะเหรอครับ แสงจ้าแบบนี้ถ่ายรูปออกมาไม่สวยหรอกคุณ" จียงส่ายหน้าให้กับความคิดง่ายๆของคนตรงหน้า แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงยิ้มกว้างให้กับเขา
"อย่าตัดสินอะไรง่ายๆแบบนั้นสิคะ บางครั้งอะไรที่คุณคิดว่าไม่ดี ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่ามันยอดเยี่ยมแล้วก็ได้นะคะ" ประโยคที่ออกมาจากคนตรงหน้าทำให้จียงหน้าตึงขึ้นมาทันที
"งานที่ดีทุกคนก็ต้องบอกว่าดีสิครับ จะมีบางคนว่าดี แล้วบางคนไม่พอใจได้ยังไงกัน" เขาเถียงออกมา ตอนนี้จียงลืมตัวไปแล้วว่ากำลังพูดถึงเรื่องรูปถ่าย ในหัวไพล่คิดไปถึงงานแสดงของตัวเองที่เพิ่งผ่านมา เขาว่ามันไม่ดีเอาซะเลย ได้ไม่ถึงครึ่งของที่หวังไว้ด้วยซ้ำ แล้วคนอื่นที่มาดูเขาล่ะจะรู้สึกยังไง
"คนเรามีมุมมองที่ต่างกันนะคะ ความเข้มงวดก็ไม่เหมือนกันด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณอาจจะมีรูปที่ชอบมากๆเลยใบหนึ่ง แต่เพื่อนคุณอาจจะไม่ชอบรูปนั้นเลยก็ได้ มันมีหลายเหตุผลที่เป็นแบบนั้น มีทั้งคุณและเพื่อนอาจจะรสนิยมไม่ตรงกัน หรือเพื่อนคุณอาจจะเป็นนักวิจารณ์ศิลปะและคิดว่ารูปนี้มันไม่มีคุณค่าทางศิลปะเอาซะเลย แต่คุณคิดแค่ว่าคุณมองแล้วสวยก็คือดีแล้ว หรือไม่ก็รูปมันอาจจะแค่ธรรมดา แต่คนที่ถ่ายคือคนที่คุณรัก เท่านั้นคุณก็พร้อมจะรักผลงานทุกชิ้นของคนๆนั้นแล้ว" ราวกับมองทะลุเข้าในจิตใจของจียง เขารู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าแค่พูดเรื่องรูปถ่าย แต่เขากลับคิดไปถึงเรื่องราวของตัวเอง
คนรอบตัวเขาก็พูดว่าดีแล้ว ทำได้ดีแล้ว แฟนเพลงก็บอกว่าชอบ ทั้งที่สำหรับเขาแล้วมันแย่เอามากๆ และมีจุดที่ควรแก้ไขเต็มไปหมด ไม่ใช่ผลงานที่ดีเลย แม้แต่คำว่าธรรมดายังใช้ไม่ได้ เพราะมันต่ำกว่าระดับธรรมดาด้วยซ้ำ
"แต่ฉันรับรองค่ะ ว่ารูปเมื่อครู่สวยแน่ๆ มีโอกาสฉันจะเอามาให้คุณดุ" เมื่อเห็นจียงเงียบไปอีกคนจึงพูดต่อทันที
"คุณมั่นใจในตัวเองจังนะครับ" สาบานได้ว่าจียงไม่ได้ประชด แค่เสียงท้ายประโยคนั้นห้วนไปหน่อยเท่านั้นเอง...
"ฉันรักในงานของตัวเองค่ะ หากเราเองยังคิดว่างานเราไม่ดี คงหวังให้คนอื่นมาชื่นชมได้ยาก แต่ฉันไม่ได้บอกว่ารูปถ่ายของฉันสวยที่สุดนะคะ เพราะต่อให้มันไม่สวยฉันก็รักมันอยู่ดี เพราะเป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจทำออกมาไงคะ คนเราไม่ควรกดดันตัวเองนะคะ มีคำชมให้ตัวเองบ้าง ค่อยๆพัฒนาและแก้ไขจุดที่อ่อนด้อย ไปพร้อมๆกับการให้กำลังใจตัวเอง แค่นี้ก็มีความสุขแล้วล่ะค่ะ"
"ไม่รู้สึกว่าการให้กำลังใจตัวเองเป็นเรื่องที่ทำให้คุณอ่อนแอบ้างเหรอครับ" ตอนนี้เริ่มต้นมาด้วยเรื่องอะไรเขาไม่รู้แล้ว ในหัวจียงกลับไปคิดเรื่องงานของตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือความอ่อนแอ
"การให้กำลังใจตัวเองไม่ใช่สิ่งไม่ดีเลยนะคะ เพราะมันไม่ได้ทำให้เราผ่านปัญหาต่างๆไปง่ายขึ้น แต่มันทำให้เราแก้ไขทุกปัญหาอย่างมีความสุขขึ้นต่างหาก คนเราเกิดมาอยู่ได้ไม่นานเลย ควรใช้ชีวิตอยู่กับความสุขให้เต็มที่นะคะ" รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหายไปเลยสักนิด จียงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ช่างมองโลกในแง่ดีเหลือเกิน
"คุณดูไม่มีความสุขเลย มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ"
"หือ? คุณไม่รู้จักผมเลยสักนิด ทำไมถึงพูดแบบนั้น" จียงพูดพร้อมกับส่งยิ้มไปให้คนตรงหน้า
...................รอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นมา.................
"อย่าฝืนยิ้มเลยค่ะ ฉันเป็นช่างภาพนะคะ ถ้าจับความรู้สึกที่แท้จริงของคนไม่ได้ จะถ่ายภาพสวยๆได้ยังไง เพราะรูปถ่ายที่ดีน่ะ ไม่ได้เก็บแค่ภาพหรอกนะคะ แต่บันทึกความรู้สึก ณ ช่วงขณะนั้นไว้ด้วย ฉันมองออกนะคะ ว่ารอยยิ้มของคุณมันฝืนมากๆแล้ว ถ้าไม่มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องยิ้มหรอกค่ะ" เสียงใสนั้นบาดลึกตรงใจจียงยิ่งนัก คนที่ไม่รู้จัก คนที่เพิ่งพบกันได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่กลับมองเขาทะลุปรุโปร่ง ยิ้มที่เสแสร้งจึงค่อยๆจางลง
"แปลกดีนะครับ ไม่ว่าคุณพูดอะไรก็โดนใจผมไปซะทุกอย่าง" ถอนใจเบาๆให้กับจิตใจที่เหนื่อยล้าของตัวเอง ดวงตาเรียวหลุบลงต่ำ จับจ้องอยู่ที่ปลายเท้าบนผืนทราย ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เสียงคลื่นยังคงซัดกระทบฝั่งอย่างสม่ำเสมอ เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่สำหรับจียงแล้วเหมือนผ่านไปหลายชั่วโมง แดดที่แผดเผาไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อนสักนิด เมื่อใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งรอบตัวเลย แล้วเสียงใสๆก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาอะไรอยู่ ลองทิ้งมันไปดีมั้ยคะ อุตส่าห์ได้มาเที่ยวที่สวยๆทั้งที ถ้าไม่ดื่มดำกับบรรยากาศเต็มที่คงน่าเสียดายแย่"
"ที่สวยๆ?" จียงเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า ย้อนถามกลับอย่างแปลกใจ ที่นี่เขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรพิเศษกว่าที่อื่นตรงไหน สายลม แสงแดด ทะเล แล้วก็หาดทราย ยังมองไม่เห็นจุด "สวยๆ" ที่คนตรงหน้าพูดถึงเลย
"พรุ่งนี้ลองตื่นแต่เช้ามืดสิคะ เช้ามืดเลยนะคะ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วมาเจอกันตรงนี้ก็ได้ค่ะ แล้วฉันจะอวดอะไรที่สวยๆให้คุณดู" พูดจบก็คลี่ยิ้มกว้าง เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ยามเที่ยงเสียอีก
และโดยไม่รอฟังคำตอบ ผู้หญิงประหลาดที่ยิ้มสวยกับกล้องตัวใหญ่ก็เดินจากไปในทิศที่เจ้าตัวเดินมา โดยไม่ลืมกำชับว่าพรุ่งนี้เช้าเจอกัน แค่ไม่นานเลยที่จียงคุยกับผู้หญิงคนนี้ แต่รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน คำพูดหลายอย่างตรงใจเขามากๆ มันทำให้เขาอดทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองไม่ได้...
.....ใช้ชีวิตให้มีความสุขงั้นเหรอ.....
แล้วตอนนี้จียงมีความสุขอยู่รึเปล่า? เมื่อถูกบอกด้วยประโยคแรก เขาก็จะคิดถึงคำถามนี้ตามมาทันที เขารักงานที่ทำอยู่มาก มีความสุขเมื่อได้เห็นคนที่ฟังเพลงเขาแล้วชอบ คนที่มาดูการแสดงเขาแล้วมีความสุข เขาก็มีความสุขไปด้วย แต่หลายๆครั้งก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ แล้วผลที่ได้ยังไม่น่าพอใจ เขาก็ต้องพยายามยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อคนที่รักและสนับสนุนเขา เขาต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทุกคน แม้จะต้องเหนื่อยกว่านี้ก็ยอม ต้องทำทุกอย่างให้ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุด นี่แหละ ควอนจียง...
แต่คำพูดของผู้หญิงคนนั้น..."ฝืนยิ้ม" กระแทกใจเขามาก เขาฝืนยิ้มจริงๆ และหลายๆครั้งมันเป็นแบบนั้น นี่เขากำลังฝืนตัวเองรึเปล่า กำลังโกหกตัวเองรึเปล่า ในเมื่อยิ้มคือสัญลักษณ์แสดงความสุขของมนุษย์ แต่เขาที่ฝืนยิ้มอยู่หมายความว่าเขาไม่มีความสุขงั้นหรือ...
......คนเราเกิดมาอยู่ได้ไม่นานเลย ควรใช้ชีวิตอยู่กับความสุขให้เต็มที่นะคะ........
งั้นเขาเริ่มทำให้ตัวเองยิ้มโดยที่ไม่ต้องฝืนดีไหมนะ ตอนนี้คงต้องเริ่มจากไปหาอะไรกิน เพราะเสียงท้องร้องประท้วงมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว.... แล้วนี่ก็อาจจะเป็นต้นเหตุของรอยยิ้มแปลกๆจากผู้หญิงคนนั้นตอนที่บอกลาก็ได้...
=========== Remember part Jiyong============
เสียงมือถือที่เขาตั้งปลุกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ทันดัง ดวงตาเล็กรีก็ปรือขึ้นมาก่อน รอบกายยังคงมืดสนิทบ่งบอกว่าแสงอาทิตย์แรกของวันยังไม่แตะขอบฟ้า มือเรียวควานหามือถือที่โต๊ะข้างเตียงนอนเพื่อใช้ดูเวลา นาฬิกาบอกเวลาอีกสิบห้านาทีจะถึงเวลาที่จียงตั้งปลุกไว้ เขาจึงตัดสินใจไม่นอนต่อ เพราะเมื่อคืนเนื่องจากไม่มีอะไรทำก็เลยเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะฉะนั้น แม้จะตื่นเช้าก็ไม่งัวเงียเลยสักนิด
ร่างบางเดินลากขาพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำ จัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกมาหน้าบ้านพักของตัวเอง ที่นัดกับผู้หญิงแปลกๆที่ได้เจอกันเมื่อวาน จียงมองไม่เห็นทะเลตรงหน้าเนื่องด้วยตรงนั้นไม่มีแสงอื่นใดนอกจากไฟในบ้านพักที่เขาเปิดทิ้งไว้ก่อนเดินออกมาข้างนอก ความมืดไม่ได้ทำให้คนตัวบางกลัว แต่กลับทำให้สบายใจด้วยซ้ำ เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งยังคงเป็นทำนองเดิมกับเมื่อวาน แต่วันนี้กลับรู้สึกว่ามันก็เพราะดีเหมือนกัน การที่มองไม่เห็นอะไรเลยทำให้จิตใจสงบ เรื่องราวต่างๆในช่วงนี้ของชีวิตไหลผ่านเข้ามาในสมอง แต่ต่างจากทุกครั้ง ที่เขาไม่ได้เอาเรื่องเหล่านั้นมากดดันตัวเอง
“ความสุข” คืออีกคำที่เข้ามาติดตรึงอยู่ในใจของจียง เมื่อวานหลังจากแยกกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว จียงนั่งคิดเรื่องราวมากมายในชีวิต และรู้ว่าทางที่เลือกคือทางที่ถูกต้องแล้ว เขามีความสุขกับสิ่งนี้ แม้จะมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆเข้ามามากมาย แต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาต้องเจอเพื่อที่จะได้อยู่บนเส้นทางที่เขารัก และสิ่งที่ทำให้หัวใจนั้นเต็มตื้นไปด้วยความยินดีคือการคิดถึงคนมากมายที่อยู่รอบตัว เขาได้รับความรักมากเหลือเกิน จากคนในครอบครัว จากคนในบริษัท จากเพื่อนร่วมวง และที่สำคัญ จากแฟนเพลง ที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใครบ้าง และจำนวนมากแค่ไหน แต่คนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะรักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
จียงนั่งลงกับโต๊ะที่ทางรีสอร์ทตั้งไว้หน้าบ้านพักให้ลูกค้ามานั่งรับลมทะเลเพื่อรอคนที่นัดไว้ ไม่นานก็ได้ยินเสียงก้าวเท้าบนพื้นทรายเป็นจังหวะเร็วๆ ไม่นานก็เห็นรอยยิ้มคุ้นตามาหยุดยืนตรงหน้า ร่างที่อยู่หน้ากล้องตัวเดิมที่เขาเห็นเมื่อวานหอบเล็กน้อยบอกชัดว่าเจ้าตัวคงรีบพอสมควร
“ขอโทษนะคะ คุณออกมารอนานรึยัง” สีหน้าและแววตาสำนึกผิดทำให้จียงอมยิ้มนิดๆ ผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเองและพูดใส่เขาฉอดๆเมื่อวาน ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นสีหน้าอย่างอื่นนอกจากใบหน้าที่ระบายรอยยิ้มน้อยๆราวกับคนที่ไม่เคยทำอะไรผิด
“ไม่นานหรอกครับ ผมเองก็กะเวลาไม่ถูก เพราะไม่ได้บอกเวลาที่แน่นอนไว้ กลัวคุณจะต้องเดินมาบนหาดทรายมืดๆเลยออกมารอดีกว่า” พูดจบก็ส่งยิ้มกว้างไปให้ รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจ....
“คุณใจดี.....
แล้วก็ยิ้มสวยมาก...............”
เสียงใสๆเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มแบบเดียวกับเมื่อวาน คำชมซึ่งหน้าทำเอาจียงทำตัวไม่ถูก รู้สึกเขินๆเหมือนกันนะ
“ฮะฮะฮะ คุณพูดซะผมทำตัวไม่ถูกเลย ขอบคุณนะครับ ว่าแต่คุณบอกว่ามีอะไรสวยๆจะให้ผมดู”
“อ๋อ ทางโน้นเลยค่ะ” พูดแล้วหันหน้าไปทางทะเล ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษ หน้าตาสงสัยของจียงเรียกเสียงหัวเราะจากคนข้างๆ
“รอสักนิดนะคะ ฉันเชื่อว่าคุณจะชอบ” เมื่อพูดจบ หญิงสาวก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวข้างๆกัน มือแตะไว้ที่กล้องอย่างอ่อนโยน ท่าทีทะนุถนอมกล้องในมือทำเอาจียงรู้สึกเก้อไปเล็กน้อยที่เมื่อวานไปกล่าวหน้าว่าคนข้างๆไม่ใส่ใจดูแลของ
ระหว่างสองคนไม่มีคำพูดใดอีก คลื่นยังคงซัดกระทบฝั่งอย่างไม่ขาดสาย ตอนที่แสงแรกของวันแตะแนวเส้นที่น้ำทะเลจรดผืนฟ้า แสงสีส้มที่ค่อยๆกระจายออกจากจุดเล็กๆตรงขอบฟ้า....สวยจับใจ.... แสงสว่างค่อยๆเข้ามาแทนที่ความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่หลายชั่วโมง สีครามของผืนฟ้าค่อยๆชัดเจนขึ้นรับกับแสงสะท้อนจากผืนทะเล รอบกายค่อยๆสว่างขึ้น มองเห็นสิ่งต่างๆชัดเจนขึ้น สวยจนจียงรู้สึกราวกับเวลาหยุดหยุดเดิน
รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่แก้มชื้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากดวงตา เขาร้องไห้โดยไม่รู้ตัว... นาน...นานมากเหลือเกินที่ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ การก้าวไปข้างหน้าโดยมองแต่จุดมุ่งหมายทำให้เขาพลาดอะไรๆหลายไปในชีวิต
..........น่าเสียดาย.........
ตอนนี้เขารู้สึกขอบคุณเหลือเกิน ที่ประธานยางให้เขามาพักที่นี่ ขอบคุณในความห่วงใยของทุกคน และรู้สึกขอบคุณคนข้างๆที่ทำให้ได้เห็นภาพสวยๆแบบนี้ คนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ
ใบหน้าขาวจัดหันไปจะเอ่ยขอบคุณก็พบกับ “เพื่อนใหม่” ที่เดินห่างออกไปพร้อมกับเล็งกล้องมาทางเขา แก้มใสซับสีแดงระเรื่อ อย่าบอกนะว่าที่เขาน้ำตาไหลเมื่อครู่ก็ถูกถ่ายไว้ด้วย ร่างบางรีบก้าวยาวๆไปหาคนที่อยู่หลังกล้องทันที
“คุณแอบถ่ายผมเหรอ” เสียงโวยวายนั้นพยายามบังคับให้ดูแข็ง แต่รอยยิ้มที่ยังประดับอยู่บนใบหน้าบอกชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้โกรธ เพียงแค่กำลังเขินเท่านั้น
“ไม่แอบแล้วก็ได้ค่ะ ยิ้มหน่อยนะคะ” กล้องถูกยกขึ้นจรดดวงตาอีกครั้ง คราวนี้เสียงชัตเตอร์ดังต่อเนื่องสลับไปกับเสียงหัวเราะของคนสองคน บนหาดทรายเคียงผืนทะเลที่สะท้อนภาพดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่พ้นผืนน้ำ
กลายเป็นนายแบบจำเป็นได้ไม่นานจียงก็ทรุดตัวลงนั่งบนผืนทราย สูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าอีกคนที่เดินเข้ามาก่อนจะหยุดลงข้างๆ
“คุณเหมือนช่างภาพมืออาชีพเลย” จียงเป็นคนเริ่มต้นสนทนาก่อน หากแต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากคนข้างๆมีเพียงรอยยิ้มเช่นทุกครั้ง
“คุณเนี่ย ยิ้มตลอดเวลาเลยนะครับ” พูดจบก็หันไปยิ้มกว้างให้
“แต่ยิ้มไม่สวยเท่าคุณหรอกค่ะ” อีกแล้ว ชมกันแบบนี้เขาเขินจริงๆนะ ให้ตายเถอะ คนข้างๆเขาก็เหมือนจะรู้เลยไม่ได้พูดอะไร เดินห่างออกไปเริ่มต้นถ่ายภาพอีกครั้ง
ระหว่างสองคนเหลือเพียงความเงียบ จียงไม่อยากรบกวนคนตรงหน้าที่กำลังเก็บภาพสวยๆของที่นี่ จึงนั่งมองฟ้า มองทะเลไปเรื่อยเปื่อย รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนมายืนตรงหน้า
“คุณจะกลับวันไหนเหรอคะ” เสียงใสๆเอ่ยถามขึ้น
“ผมเหรอครับ ไม่รู้เลย เป็นเด็กถูกทิ้งนะครับต้องรอคนมารับกลับ” พูดแล้วก็หัวเราะกับตัวเอง ผู้จัดการจะมารับเขากลับวันไหนกันนะ
“ดีจัง คุณยิ้มได้แบบนี้ฉันก็มีความสุขค่ะ หลังจากนี้หวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆนะคะ แต่วันนี้เวลาคงหมดแล้ว” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ฉันต้องกลับแล้วล่ะค่ะ เป็นเด็กไม่ดีหนีมาเที่ยวหลายวันแล้ว ถ้าเย็นนี้ยังไม่ถึงบ้านคงมีคนมาลากกลับไปแน่เลย” คำพูดกลั้วเสียงหัวเราะของ “เด็กไม่ดี” เรียกเสียงหัวเราะที่ดังไม่แพ้กันจาก “เด็กถูกทิ้ง”
“เสียดายจังเลยนะครับ ยังไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่เลย”
“แค่คุณยิ้มได้แบบนี้ฉันก็ดีใจแล้วค่ะ อ๊ะ ได้เวลาแล้ว ฉันคงต้องไปจริงๆแล้วล่ะค่ะ ลาก่อนนะคะ” เสียงพูดนั้นดูเร่งรีบขึ้นมาทันที เมื่อยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา
“ครับ โชคดีนะครับ ผมเองก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกัน” ขอบคุณสำหรับหลายๆเรื่อง....
“ค่ะโชคดีค่ะ” ยกมือขึ้นโบกลา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ภาพของหญิงสาวกับกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ค่อยๆห่างออกไปตามหาดทรายที่ทอดยาว จียงหันกลับไปมองทะเลอีกครั้งด้วยสายตาต่างจากที่มองเมื่อมาถึงวันแรก
“วันนี้ทะเลสวยกว่าเมื่อวานจริงๆ” ทะเลนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ใจ” ของคนมองต่างหาก จียงรู้ดี ก็วันนี้เขามีความสุขออกขนาดนี้ แม้เป็นเพียงสิ่งธรรมดาๆก็สวยงาม
เรื่องงานที่ตึงเครียดมาตลอดก็ผ่อนคลายลง ปัญหาทุกอย่างยังไม่ได้รับการแก้ แต่ประโยคที่ได้ฟังเมื่อวานยังสะท้อนก้องในใจ
.........การให้กำลังใจตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราอ่อนแอ เพราะมันไม่ได้ทำให้เราแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แต่มันทำให้เราแก้ปัญหาอย่างมีความสุขต่างหาก............
วันนี้จียงได้กำลังใจจากภาพสวยๆบรรยากาศดีๆไปเยอะเลย ตอนนี้ก็ให้กำลังใจตัวเองเต็มที่แล้ว ต่อไปก็กลับไปแก้ปัญหาสินะ... วันนี้คิดถึงปัญหาต่างๆแล้วไม่เครียดมากเหมือนทุกวันด้วย คิดแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่รอยยิ้มก็สะดุดลงเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ที่เขาจำได้ดีว่าเป็นบ้านพักของเขาเอง
“เรารึได้ยินว่าน้องเครียด ก็เลยรีบมาหา แต่หัวเราะได้แบบนี้ดูท่าพี่จะมาเก้อสินะ” ผมสีทองสะบัดตามแรงหัน ก่อนที่คนตัวบางจะรีบวิ่งเข้ามาหาคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ส่งรอยยิ้มกว้างไปให้ รอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเช้า
“พี่ดองวุค มาได้ไงครับ” รุ่นพี่ที่รักมายืนอยู่แบบนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงทักตอนแรกจียงคงคิดว่าเป็นภาพลวงตาไปแล้ว
“โน่นไง พี่ไม่ได้มาคนเดียวหรอก” พยักพเยิดหน้าไปอีกทาง ที่มีคนอีกหลายคนกำลังก้าวลงมาจากรถ แต่คนแรกที่สะดุดตาจียงคงหนีไม่พ้นเจ้าของรอยยิ้มพระอาทิตย์ที่เดินยิ้มจนตาปิดมาแต่ไกล
“ยองเบ~~~~” โผล่เข้าไปกอดเพื่อนรักทันที นี่ถ้าจะมาหาแบบนี้น่าจะมาด้วยกันตั้งแต่แรก
“คิดถึงชะมัด” ไม่พูดเปล่า แต่ยังถูหน้าไปมากับไหล่หนาๆของเพื่อนด้วย คนถูกกอดแบบไม่ทันตั้งตัวได้แค่คว้าคนตัวบางไว้ไม่ให้ล้มไปด้วยกัน ชินแล้วก็การเป็นหลักให้ไม้เลื้อยอย่างควอนจียง
“เป็นไงบ้างอยู่คนเดียว” ปล่อยคนตัวเล็กออกจากอ้อมกอด เอามือถูแก้มใสสองข้างไปมาเบาๆอย่างที่รู้ว่าคนตรงหน้าชอบให้ทำ
“เหงา” คำตอบสั้นๆพร้อมแก้มพองลมเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง หลายคนที่มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเด็กน้อยของค่าย คนที่เหมือนจะเข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วเปราะบางกว่าใครๆ ทันทีที่กวาดตาไปเห็นคนที่ทยอยกันลงมาจากรถ คนตัวบางก็ทำตาโตเท่าที่จะทำได้ ก็นี่มันอะไรกัน ถึงได้ขนกันมาเยอะขนาดนี้
“เอ้า มาทำหน้าตกใจใส่อีก คนอื่นเขาก็อยากมาพักร้อนบ้างน่า” คนที่พูดคือพี่คุช ไม่ได้พูดเปล่าๆมือหนาถูกยกขึ้นขยี้ผมสีบลอนด์สว่างจนยุ่ง แต่คนถูกแกล้งยังคงยิ้มกว้าง ก็สายตาเป็นห่วงของพี่คุชน่ะ ปิดไม่มิดเลยน้า....
...........การเป็นที่รักเนี่ย รู้สึกดีจริงๆ อ๊า...... ควอนจียงมีความสุขจังเลย...........
วันนั้นหาดทรายที่เคยเงียบเหงาก็เต็มไปด้วยเพื่อนและคนที่จียงรักมากมาย ราวกับการพักร้อนของค่ายวายจีเลยทีเดียว ทำให้จียงเข้าใจเหตุผลที่รีสอร์ทไม่มีคน ประธานยางเหมาไว้จริงๆ แต่เวลาแห่งความสนุกหมดไปอย่างรวดเร็ว เย็นวันต่อมาทุกคนก็ต้องจากหาดทรายและเสียงคลื่นกลับเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป...
=========== Remember part Jiyong============
“พี่จียงไปเจอเรื่องอะไรดีๆมารึเปล่าฮะ ตั้งแต่กลับมาจากไปเที่ยวคราวนั้นผมเห็นพี่ยิ้มตลอดเลย” แดซองที่ยังคงนอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลถามขึ้นวันหนึ่งเมื่อลีดเดอร์ของวงไปเยี่ยม
“ก็เจอคนดีๆ สถานที่สวยๆ ไว้นายหายดีแล้วไปเที่ยวกันนะ” ยิ้มกว้างไม่แพ้คนที่นอนอยู่บนเตียง แดซองดีใจนะที่เห็นพี่จียงยิ้มได้แบบนี้ ก่อนหน้านี้ที่พี่จียงเครียดกับเรื่องต่างๆเขาไม่สบายใจเลยจริงๆ
“เดี๋ยววันนี้พี่กลับก่อนดีกว่า ไว้วันหลังจะมาอีกนะ” แตะมือที่บ่าคนเจ็บอย่างอ่อนโยน
“ถ้าพี่เหนื่อยก็พักเถอะนะฮะ ผมไม่เป็นไร เดี๋ยวผมก็กลับไปอยู่บ้านเราแล้ว พี่นั่นแหละ ดูแลตัวเองด้วยนะฮะ” อื้อ...ไม่ว่าจะเมื่อไหร่จียงก็รู้สึกเสมอเลยว่ารอยยิ้มของแดซองเนี่ย ทำให้สบายใจจริงๆ นอกจากนั้นความห่วงใยจากคนรอบข้างก็ทำให้จียงรู้สึกดีมากเหลือเกิน
ใช้เวลาไม่นานจียงก็เดินทางมาถึงบ้าน นั่งแยกของที่แฟนเพลงส่งมาให้ก่อนจะสะดุดเข้ากับซองจดหมายหนาๆเหมือนมีกระดาษหลายๆแผ่นหรือหนังสืออยู่ข้างใน ไม่ใช่จดหมายธรรมดา หรือของเป็นชิ้นเป็นอันที่มาในกล่องแบบทุกครั้ง หลังจากแยกของเสร็จก็รวบของตัวเองไว้ในอ้อมกอด เดินเข้าไปเปิดในห้อง โดยเริ่มต้นจากซองจดหมายหนาๆที่สะดุดอันนั้น มือเรียวใช้กรรไกรตัดจดหมายอย่างเรียบร้อยตามนิสัยเจ้าระเบียบ ก่อนจะหยิบของในซองออกมา
....ไม่ใช่จดหมาย..... ไม่ใช่หนังสือ........
........แต่เป็นภาพถ่าย.........
ภาพถ่ายหลายสิบใบ ภาพที่สวยงามสมกับฝีมือของช่างภาพ ภาพของวิวทิวทัศน์ที่ตราตรึงแน่นอยู่ในความทรงจำของจียง โดยเฉพาะภาพบนสุด น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มที่ตัดกับฟ้าสีครามสีที่จัดเนื่องจากแดดยามเที่ยงกำลังแผดแสงอย่างเต็มที่ยิ่งขับให้ภาพสีสดนั้นดูงดงาม...
........ผู้หญิงคนนั้นรักษาสัญญา ภาพนี้สวยอย่างที่เจ้าตัวพูดไว้จริงๆ.........
นอกจากภาพวิวทิวทัศน์ในวันแรกที่เจอกันแล้ว ยังมีภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่จียงคิดว่าสวยงามเหลือเกิน กับภาพที่ทำให้แก้มใสร้อนวูบขึ้นอย่างภาพที่ของตัวเองที่น้ำตาไหลยามที่ทอดสายตามองพระอาทิตย์ขึ้น ภาพรอยยิ้มกว้างที่มีฉากหลังเป็นหาดทราย ภาพที่ส่งมาหลายสิบใบนั้นสวยทุกรูปเลยจริงๆ เมื่อดูรูปเสร็จมือเรียวก็คว้าซองจดหมายมาดูของที่อยู่ข้างใน เพราะเมื่อครู่ที่จับได้รู้สึกถึงอะไรแข็งๆที่ไม่ใช่รูปถ่าย
ภายในซองนอกจากแผ่นซีดีที่เขียนหน้าแผ่นไว้ว่า “ไฟล์รูปทั้งหมด” แล้ว ยังมีกระดาษแผ่นเล็กๆแนบมาด้วย ข้อความสั้นๆบนกระดาษพร้อมชื่อที่ลงท้ายเรียกเสียงหัวเราะจากคนอ่าน...เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขที่ออกมาจากใจ.... เขาได้รับความรักจากผู้คนมากมายจริงๆ.....
...... ฉันชอบรอยยิ้มของคุณค่ะ
ขอให้คุณมีความสุขมากๆนะคะ
ฉันจะคอยติดตามผลงานของคุณตลอดไป.........
.....VIP.....
Fin.

)
ชอบเน้ ...
ชอบบรรยากาศมั่กๆ มัีนอบอุ๊นอบอุ่น ถึงตอนแรกๆ จะแอบเหงาไปนิดหน่อยก็เหอะ
แต่อ่านจบแล้วอยากไปทะเลเลยอ่ะ จริงๆ นะ
เผื่อจะไปเดินเจอหนุ่มน้อยผมขาวๆ บ้าง อะไรบ้าง อิอิ
#1 By pop (58.9.221.186) on 2009-11-01 22:23