[oneshot-TOPGD] It’s all about a butterfly

posted on 26 Oct 2009 12:21 by erta-ale  in TOPGD
 

Title:                 It's all about a butterfly

By:                   pop

Pairing:             Choi Seung Hyun X Kwon Ji Yong    

Rating:             PG-13

Genre:              angst

Status:             One shot

Beta-ed by:      erta-ale + กระรอก

 

-------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

ทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นเคย.....

 

 

 

 

ทะเลสาบกว้างโอบล้อมด้วยเทือกเขา ผิวหน้าของน้ำเรียบนิ่งและเป็นสีเงินจากเกล็ดน้ำแข็งที่ยังฉาบอยู่ ต้นไม้ที่ยืนต้นรายรอบยังคงมีแต่กิ่งก้านโกร๋นไร้ใบ แม้ฤดูหนาวอันโหดร้ายกำลังจะเยื้องกรายจากไป แต่สายลมต้นเดือนมีนาคมก็ยังคงบาดผิวราวกับคมมีด

 

เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เขาเองก็จำไม่ค่อยได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนเชื่องช้าราวภาพสโลว์โมชัน หลายสิ่งที่ไม่อยากจำกลับจารลึกลงในสมอง และหลายสิ่งที่ควรจำกลับไหลผ่านไปเหมือนสายน้ำ

 

รู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว มาด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว เขารู้เพียงเขาต้องจากมา จากสถานที่ที่เขาเคยอยู่ไปที่ไหนสักแห่ง และกระท่อมเงียบสงบริมทะเลสาบกลางภูเขาเป็นสถานที่ที่เขาเลือก กระท่อมชั้นเดียวขนาดย่อม มีระเบียงยกระดับอยู่ด้านหน้าที่หันเข้าหาทะเลสาบ มีหน้าต่างบานใหญ่ ให้แสงส่องสว่างเข้าไปในตัวบ้าน มันตกแต่งอย่างเรียบง่าย สวย สงบ จะเรียกว่าเขามาซ่อนตัว เยียวยา หรืออะไรก็ได้

 

เขาจะขับรถเข้าไปซื้ออาหารสดและของแห้งจากร้านชำในตัวเมืองที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนักในวันศุกร์ และหมกตัวอยู่ที่กระท่อมตลอดอาทิตย์ นั่งที่ระเบียง มองผิวน้ำนิ่งสนิท มองพวกนกน้ำที่บางทีจะพุ่งตัวลงไปจับปลาตรงรอยแยกของแผ่นน้ำแข็ง ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารกิน แต่หลักๆ แล้ว คือไม่ทำอะไรเลย

.

.

.

.

 

 

 

เขาทำแบบนี้อยู่สองอาทิตย์ เมื่อมีเสียงรถแล่นเข้ามาตามถนนเลียบทะเลสาบ

 

 

 

รถจิ๊บเชโรกีจอดหน้ากระท่อมของเขา ชายวัยกลางคนเปิดประตูรถลงมา ชายคนนั้นรูปร่างสันทัด และสวมแว่น ท่าทางใจดี เขาเพียงแต่นั่งมองเงียบๆ รอจนชายคนนั้นเดินมาหาที่ระเบียง และทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวโดยไม่รอคำเชิญ

 

"ผมแค่แวะมาดูคุณเท่านั้น"

 

"เห็นคุณสบายดีผมก็วางใจ"

 

ชายกลางคนคนนั้นยิ้มให้เขา เขายิ้มตอบเพียงนิดหน่อย

 

"ที่นี่เงียบสงบดี คุณชอบมันรึเปล่า"

 

"ผมชอบที่นี่" เขาตอบ เสียงของเขาแหบและเบาราวกับไม่ได้พูดมาเป็นเวลานาน

 

"ดี ถ้าคุณรู้สึกสบายใจเวลาอยู่ที่นี่"

 

ผู้ชายคนนั้นหันมองออกไปในทะเลสาบ

 

"การพักผ่อนเป็นสิ่งที่คุณต้องการ" เขาหันกลับมาพูดอีก

 

"ผมเอายามาเพิ่มด้วย ผมจะวางไว้ให้คุณบนโต๊ะก็แล้วกัน"

 

เขาลุกไป เดินไปหยิบของจากรถ แล้วนำถุงกระดาษมีตราโรงพยาบาลมาวางไว้บนโต๊ะข้างตัวชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่

 

"แล้วผมจะแวะมาอีก" เขายิ้มให้อีกครั้ง

 

"ทำใจให้สบายแล้วพักผ่อนให้เต็มที่"

 

ชายกลางคนกลับไปแล้ว แต่ชายหนุ่มยังนั่งอยู่ที่เดิม จนเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า และลมที่พัดมาหนาวเย็นกว่าเดิม เขามองถุงกระดาษใส่ยา ถอนใจและหยิบมันเข้าบ้าน

.

.

.

 

 

สามทุ่มแล้ว เขากำลังล้างถ้วยชามจากมื้อเย็น อาหารง่ายๆ ซุป เนื้อ สลัดผัก จริงๆแล้วเป็นของกึ่งสำเร็จที่เขาซื้อมาจากร้านในเมือง แค่อุ่นเท่านั้น ก็กินได้

 

เขาล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย เตรียมจะเข้านอนตอนที่เหลือบไปเห็นถุงยาใบนั้นวางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่าง เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมา ตราของโรงพยาบาลบนถุงทำให้ความทรงจำที่เขาขุดหลุมฝังมันไปแล้วโผล่กลับขึ้นมาอีกเหมือนผีร้ายตามมาหลอกหลอน

 

ความทรงจำที่เขาไม่อยากจำเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบซองยาในถุงออกมา เลือกยาสำหรับมื้อเย็นออกมาจำนวนหนึ่ง มองดูมันกลิ้งบนฝ่ามือ

 

 

ถ้าเขากินเข้าไป.....

 

 

 

แสงแปลกๆ บางอย่างเรียกความสนใจของเขา แสงวูบวาบที่นอกระเบียงนั่นอะไร

 

หิ่งห้อย?

 

ในคืนเดือนมีนาคมที่หนาวเหน็บแบบนี้น่ะนะ

 

เขาเปิดประตูก้าวออกไปดูชัดๆ มองหาแสงนั่นอยู่พักหนึ่ง

 

นั่น มันอยู่นั่นเอง นอกระเบียง ตรงต้นไม้ริมถนน เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังแสงที่กระพริบวิบๆ อยู่และหยุดนิ่งตรงที่เห็นมันได้ชัด

 

 

ผีเสื้อ ?!?!

 

 

ให้ตายสิผีเสื้อในเดือนมีนาคม แถมยังเรืองแสงได้ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

 

เขาขยี้ตา แต่มันก็ยังคงอยู่ตรงนั้น

 

เขาสะบัดหัว แต่มันก็ยังอยู่ ขยับปีกสีทองสองสามครั้ง เกาะนิ่งอยู่ที่ต้นไม้

 

เขาหันหลังให้มันนับหนึ่งถึงสิบ มันต้องเป็นภาพหลอน เขาเพียงแต่เห็นภาพหลอน

 

เขาหันกลับไปแต่มันก็ยังคงอยู่ที่นั่น

 

เขาส่ายหน้าไม่ยอมรับ บางทีเขาควรจะกลับเข้าไปข้างใน กินยา แล้วก็ไปนอน

 

เขาไม่ควรสนใจภาพอะไรก็ตามที่จิตใจของเขาปรุงแต่งขึ้น ทุกคนบอกกับเขาแบบนั้น เขาคิดไปเองทุกอย่าง เขามีอาการจิตหลอน เพราะหมกมุ่นกับงานมากเกินไป จนสร้างเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นขึ้นมา หรือแม้แต่สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ขึ้นมา

 

เขาเริ่มถอยหลัง แม้ตาจะยังจับจ้องผีเสื้อตัวนั้น เขาจะกลับเข้าบ้าน กินยา และเข้านอน

 

เขาหันหลังกลับมุ่งหน้าไปยังกระท่อมจังหวะเดียวกับที่เจ้าผีเสื้อบินตัดหน้าเขา ปีกสีทองของมันกางออกกว้างอวดลวดลายละเอียดเหมือนเยื่อไม้ เขาเหมือนจะเห็นละอองสีทองเป็นประกายพลิ้วจากปีกของมัน

 

มันบินผ่านหน้าเขาไปทางทะเลสาบแล้วบินกลับมาวนรอบตัวราวกับจะให้เขาก้าวตาม

 

 

มันสวยเหลือเกิน

 

 

สวยจนเขาตะลึง

 

 

เขาลืมเรื่องยาและเรื่องเข้านอนไปชั่วขณะ

 

 

มัวแต่เหม่อมองเจ้าผีเสื้อสีทองขณะก้าวตามมันไปอย่างว่าง่าย

 

 

ราวกับมีมนต์วิเศษบางอย่างที่เรียกให้เขาตามไป

.

.

.

 

มันหายไปไหนนะ เขาแน่ใจว่ามันบินมาทางนี้ เขาตามแสงสีทองอ่อนๆนั่นมา ตอนนี้เขาอยู่ที่ดงไม้ริมทะเลสาบ มันโล่ง พุ่มไม้ยังคงแห้งโกร๋น ต้นไม้ยังคงมีแต่กิ่งก้าน สีขาวโพลนของเปลือกไม้ทำให้ทันดูเหมือนโครงกระดูกยืนแข็งทื่อท่ามกลางความมืด

 

นั่นไง ที่นั่น หลังต้นไม้ตรงริมน้ำ เขาเห็นประกายสีทองลอยลับไป

 

เขารีบตามไป วิ่งไปอีกด้านหนึ่งของต้นไม้

 

 

 

แล้วก็หยุดชะงัก

 

 

ราวกับเวลาชะงักกึก แล้วหยุดนิ่งตามเขา

 

 

ราวกับลมหายใจ หรือแม้แต่หัวใจเขาก็หยุดนิ่งไปด้วย

 

 

 

เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม

 

 

 

เขาหันหลัง เขาควรจะกลับบ้านไปกินยาและเข้านอนเสียที ถ้าเสียงเบาๆ เสียงหนึ่งจะไม่รั้งเขาไว้

 

 

"ซึงฮยอน...."

 

 

เขาหยุด ในหัวกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง

 

ฝ่ายหนึ่งบอกให้เขาหันกลับไปหาใครหรือว่า "อะไร" ที่เรียกเขาอยู่ อีกฝ่ายบอกให้เขาทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกลับบ้านไปซะ

 

 

"ซึงฮยอน..."

 

 

เสียงนั้นเรียกอีก คราวนี้ฟังดูใกล้เข้ามาเหมือนคนเรียกค่อยๆ เดินมาหาเขา แล้วมือขาวข้างหนึ่งก็เลื่อนโอบมารอบ อก ตามด้วยอีกข้าง ร่างอุ่นๆ แนบเข้าหาแผ่นหลัง ศีรษะที่มีเส้นผมนุ่นนิ่มเกลือกอยู่กับไหล่กว้าง

 

 

"ฉันคิดถึงนาย..."

 

 

เสียงนั้นฟังดูออดอ้อน เขายังคงนิ่ง มือขาวออกแรงเพียงเล็กน้อยเพื่อพลิกร่างเขาให้หันไปเผชิญหน้า

 

 

"ซึงฮยอน..."

 

 

ดวงตาเรียวของคนตัวเล็กตรงหน้าเขาอ่อนเชื่อม ริมฝีปากเต็มตึงเอ่ยเรียกชื่อเขาอีกครั้ง

 

 

"นายคิดถึงฉันบ้างรึเปล่า..."

 

 

มือเย็นๆ นุ่มๆ สองข้างเลื่อนจากอกขึ้นประคองสองข้างแก้ม ลูบไล้อย่างรักใคร่

 

คิดถึงไหม อย่างนั้นเหรอ?

 

ถ้าถามเขาว่าคิดถึงคนตรงหน้าไหม เขาคงตอบได้ทันทีว่า คิดถึงจนแทบบ้า หรือว่าบ้าไปแล้วจริงๆ ก็ไม่รู้

 

แต่ว่าเขาไม่ตอบ

 

ไม่แสดงอาการตอบรับใดๆด้วยซ้ำ

 

 

"นายเปลี่ยนไปนะ... เย็นชาจังเลย"

 

 

เสียงจากคนตรงหน้ายังอ่อนโยน ยั่วเย้า ใบหน้าหวานอ่อนใสยังน่ารักเหมือนที่เขาจำได้ทุกอย่าง ยิ่งตอนนี้เจ้าตัวเอียงคอน้อยๆ และส่งยิ้มให้เขา ยิ่งทำให้เขาอยากรวบร่างบางๆ นี่มากอดให้หายคิดถึง อยากบอกว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป อยากบอกว่าจะไม่ทิ้งไปไหนอีก เดี๋ยวนะ ทิ้งไปไหนอีกอย่างนั้นเหรอ

 

เขาแค่นหัวเราะ มองดูคนตรงหน้าย่นหัวคิ้วอย่างสงสัย

 

 

"มีอะไรตลกเหรอซึงฮยอน เล่าให้ฉันฟังบ้างสิ"

 

 

คนตัวเล็กคลี่ยิ้มอีกครั้ง แขนเรียวคล้องรอบคอเขา ร่างบอบบางขยับเข้าใกล้จนรู้สึกถึงไออุ่น

 

 

มันจะมีได้ยังไงไออุ่น

 

 

เขาหยันตัวเอง

 

 

คิดเอาเองทั้งนั้น

 

 

คนตรงหน้านี่ก็ด้วย

 

 

ไม่มีอะไรทั้งนั้น!!

 

 

 

เขาออกแรงผลักจนร่างเล็กหงายหลังล้มลงกับพื้น

 

ร่างบางร้องโอยด้วยความเจ็บและตกใจ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

 

 

"เป็นอะไรไปซึงฮยอน? นี่ฉันเอง จียงไง จำไม่ได้เหรอ"

 

 

คนตัวเล็กตะเกียกตะกายลุกขึ้นพลางวิ่งตามเขาที่เดินดิ่งเข้าบ้าน

 

"ไม่ นายไม่ใช่จียงหรอก" เขาหยุด แต่ยังคงไม่หันไป ทำให้คนที่ตามมาต้องหยุดไปด้วย

 

"จียงไม่อยู่แล้ว จียงทิ้งฉันไปแล้ว" เสียงของเขาฟังดูขมขื่นเป็นบ้า อะไรกันวะ

 

"จียงทิ้งให้ฉันเป็นบ้า และฉันกำลังรักษาตัวเอง รักษาชีวิตของตัวเองที่ไม่มีจียง"

 

เขาหงุดหงิด ไม่ควรตามผีเสื้อนั่นไปเลย เขาควรจะกินยาแล้วก็นอน ไม่หลงเชื่อภาพหลอนบ้าๆ นี่

 

ภาพหลอนที่คอยจะปรากฏทุกครั้งที่มีโอกาส

 

ทุกครั้งที่เขาอ่อนแอ

 

เขาไม่ได้หันกลับไปมองว่า "จียง" คนนั้นยังอยู่หรือไม่

 

 

เขาออกเดินต่อ ขึ้นบันได เข้าไปในกระท่อม ปิดประตูลงกลอน เขารูดม่านหน้าต่างปิด โยนเม็ดยาเข้าปากแล้วกรอกน้ำตาม

 

 

 

 

เขาจะนอน

.

.

.

.

 

 

รถจิ๊บเชโรกีคันเดิมแล่นไปบนถนนสายเดิมที่วิ่งเลียบทะเลสาบ คุณหมอยูหยุดรถ มองไปที่ระเบียงกระท่อม คนไข้ของเขายังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม เขาใช้เวลาคุยกับซึงฮยอนถึงครึ่งวันเมื่อตอนที่เขามาหาครั้งที่แล้ว คนไข้ของเขาดูดีทีเดียว ทำอะไรเองได้ เริ่มเข้าสังคมกับคนในหมู่บ้านได้ ต่อไปซึงฮยอนคงจะกลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้สักที

 

"ซึงฮยอน สวัสดี" หมอยูเอ่ยทัก ชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่หันหน้ามารับรู้การมาของเขา แล้วก็เหมือนเดิม เขานั่งลงข้างๆ โดยไม่รอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ

 

"ผมแวะร้านชำ เลยซื้อของนิดๆ หน่อยๆ มาให้คุณด้วย"

 

เขาวางถุงของชำลงบนโต๊ะข้างตัว

 

"ขอบคุณครับ" ซึงฮยอนตอบเบาๆ

 

"ผมได้ยินจากคุณฮันเจ้าของร้าน ว่าคุณลงไปกินอาหารเย็นที่ร้านในหมู่บ้านด้วยนี่"

 

หมอยูยิ้มก่อนจะพูดต่อ เขาคิดว่าเขาเห็นคนไข้ของตนทำหน้าเขินๆ

 

"สาวๆ ในหมู่บ้านแตกตื่นกันใหญ่ ที่หนุ่มหล่อที่อยู่ริมทะเลสาบลงไปนั่งกินอาหารในร้านอาหาร ให้พวกหล่อนได้กรี๊ดเล่น"

 

คราวนี้หมอยูถึงกับหัวเราะเพราะซึงฮยอนหน้าแดงแปร๊ด

 

 

 

 

เขานั่งคุยกับคนไข้อีกครู่ใหญ่ ถามคำถาม จดคำตอบ ประเมินผลจากคำตอบที่ได้รับ จนเมื่อเขาเอ่ยขอตัวลากลับ ซึงฮยอนกลับรั้งเขาไว้ด้วยคำถามที่ทำให้เขาชะงัก

 

"หมอครับ"

 

"หมอจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะถาม" เสียงของชายหนุ่มกึ่งกล้ากึ่งกลัว

 

หมอยูหันกลับไปมองหน้าคนไข้แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม

 

"ได้สิจะถามอะไรหมอเหรอ"

 

ชายหนุ่มหลบตาเขา บิดมือไปมา และดูไม่มั่นใจ

 

 

"ผม....อยากรู้เรื่องของจียง มีใครได้ข่าวเขาบ้างไหมครับ เขาไปอยู่ที่ไหน กับใคร สบายดีหรือเปล่า..."

 

เสียงของซึงฮยอนสั่นอย่างประหม่า

 

"ผมรู้ว่าผมไม่ควรถามถึงเขา... เพราะยังไงซะ เขาก็เป็นคนทิ้งผมไป ไปหาคนอื่น ปล่อยให้ผมต้องเป็นแบบนี้"

 

เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหมอ และพ่นคำพูดออกมารัวเร็ว เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

 

"หมอรู้ไหม ว่าผมเห็นภาพหลอนของเขา แบบนั้นเลยที่หมอบอก จู่ๆ ผมก็เห็นเขาบินมาหาผมเหมือนผีเสื้อ มาบอกว่าคิดถึงผม อยากกลับมาอยู่กับผม"

 

"แต่ผมเชื่อหมอ ผมรู้ว่าเขาที่ผมเห็นเป็นแค่ภาพหลอน คงเพราะผมยังลืมเขาไม่ได้"

 

"ผมไล่เขาไปหลายครั้ง แต่เขาก็ยังกลับมาตลอด"

 

"พอผมกินยาที่หมอให้แล้วเขาก็จะหายไป แต่เดี๋ยวเขาก็จะกลับมาอีก หมอรู้ไหมนี่ใกล้จะถึงเวลาผมต้องกินข้าวกินยามื้อกลางวันแล้ว"

 

"ผมต้องรีบกิน เพราะผมเห็นเหมือนเขาเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านแล้วล่ะ"

 

หมอยูหันขวับเข้าไปในบ้าน

เขาไม่เห็นใครทั้งนั้น

 

ชเวซึงฮยอนถอนใจ เสียงเขาเบาลง และสั่นสะท้านอีกครั้ง

 

"นี่แหละผมถึงต้องถามหมอ ผมคิดว่าถ้าผมได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจียงทำอะไรอยู่ที่ไหน ผมคงจัดการกับภาพหลอนจียงที่ผมเห็นได้ง่ายขึ้น"

 

เขาหยุดจ้องหน้าหมอยูอย่างมีความหวัง

 

"ว่าไงครับหมอ หมอรู้บ้างไหม หมอลองถามๆให้ผมได้ไหม"

 

หมอยูถอนหายใจยาวเหยียด

 

เขาจ้องตาคนไข้ ไม่มีวี่แววเหม่อลอยหรือไร้สติใดๆ มีแต่ความกระตือรือร้นอย่างบริสุทธิ์เท่านั้น

 

เขายิ้ม ถอนใจอีกครั้ง

 

"ขอโทษนะซึงฮยอน หมอไม่รู้อะไรเลย" คนไข้ของเขามีสีหน้าสลดไปเล็กน้อย

 

"งั้นหรือครับหมอ..." เขาแค่นหัวเราะ

 

"แต่ก็คงงั้น ก็ตอนจียงไปเขาไม่บอกสักคำว่าจะไปไหน จู่ๆ เขาก็ทิ้งผมไปเหมือนกับลมที่พัดวูบไปอย่างนั้นแหละ"

 

ซึงฮยอนยกมือขึ้นปิดหน้า

 

หมอยูเอื้อมมือไปราวจะตบบ่า แต่แล้วกลับชะงักไว้ครึ่งทาง เขาถอนใจอีกครั้งก่อนลุกขึ้น

 

"ซึงฮยอน... วันนี้หมอต้องไปแล้วนะ"

 

ชายหนุ่มเงยหน้าจากฝ่ามือตัวเอง เขาดูเศร้าและสับสน

 

"ที่คุณทำอยู่ตอนนี้น่ะดีแล้ว ทำต่อไปนะ" หมอยูยิ้มให้

 

"ครับ" ชายหนุ่มตอบเบาๆ

 

เขาลุกขึ้น เดินไปส่งหมอที่รถ

 

"อย่าลืมที่หมอบอกนะ กินยาให้ตรงเวลา พักมากๆ ไม่ต้องคิดเรื่องงาน แล้วก็เข้านอนเร็วๆ"

 

"แล้วก็ไม่ต้องสนใจภาพหลอนด้วยใช่ไหมครับ" หมอยูเปิดประตูรถขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ

 

"ใช่ ไม่ต้องสนใจ คุณรู้อยู่แล้วว่ามันคือภาพหลอน"

 

"ผมไปนะ แล้วจะแวะมาอีก" ซึงฮยอนยิ้มให้คุณหมอ โบกมือลา มองดูรถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป

 

 

เขาหันหลังเดินกลับไปที่กระท่อม

 

จากหน้าต่างเขาเห็นจียงกำลังจัดโต๊ะสำหรับอาหารกลางวัน คนตัวเล็กคงเห็นเขาเดินกลับมาก็เลยยิ้มกว้าง แล้วเดินมาเปิดประตูพร้อมตะโกนเรียก

 

 

"ซึงฮยอน อาหารกลางวันพร้อมแล้วล่ะ"

 

 

เขาจะกินข้าว กินยา แล้วก็นอน เขาจะไม่สนใจ....

.

.

.

 

 

 

หมอยูขับรถไปเรื่อยๆ เขากำลังหนักใจ

 

 

 

ชเวซึงฮยอนเป็นคนดี เป็นคนเก่ง รูปหล่อ พ่อรวย โดดเด่นในวงสังคม

 

แต่เขามีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

 

 

 

ปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหา เพราะมันไม่เคยมีสัญญาณบอกล่วงหน้า...

 

 

 

ชเวซึงฮยอนสติแตกในวันที่จียงจากเขาไป...

 

 

จียงที่เขารักและรักเขา จียงที่อยู่กับเขามาหลายปี

 

 

 

หมอยูได้รู้จักชายหนุ่มที่คลุ้มคลั่งเพราะคนรักตีจากคนนี้เป็นครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน เขารักษาซึงฮยอนมาเรื่อยๆ เขาคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากหน้าที่การงาน รวมกับความกดดันของครอบครัวและสังคมรอบตัว

 

ซึงฮยอนทำงานหนักมาก มากจนเกินไป หมอยูบอกพ่อของซึงฮยอนว่าเขาต้องพัก พักยาวจนกว่าจะหาย

 

 

 

แต่ซึงฮยอนยังคิดถึงจียงอยู่ นี่คือปัญหา

 

 

 

หมอยูบอกเขาให้ลืมจียงเสีย

 

 

 

ยังไงจียงก็เป็นอดีตไปแล้ว และซึงฮยอนควรจะเรียนรู้การมีชีวิตอยู่โดยไม่มีจียง

 

 

 

 

หมอยูนึกถึงคำถามของซึงฮยอน

 

 

 

คำถามที่คงจะไม่มีใครตอบได้...

 

และไม่มีวันมีคำตอบ...

 

เพราะนอกจากชเวซึงฮยอน  ไม่เคยมีใครเห็นจียง

 

 

 

ตลอดมาชเวซึงฮยอนไม่เคยมีคนรัก

 

 

 

โดยเฉพาะคนรักที่ชื่อจียง

 

 

 

 

 

 

 

ไม่เคย.... มีคนชื่อจียงอยู่ในโลก...

 

 

 

 

 

 

 

หมอยูถอนใจอีกครั้ง

 

 

บางทีเขาคงต้องลองเปลี่ยนยา

 

 

การรักษาคงใช้เวลานานกว่าที่คิด.....

 

 

 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Fin.

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอยยยยยยย
พี่สาวขาาาาาาา
ขนลุกไปทั้งตัวเลยค่ะ นี่พิมพ์คอมเมนท์อยู่มือก็สั่นไปด้วย โฮกกกกกก
ตอนแรกคิดว่าจียงตายไปแล้วซะอีก แล้วซึงฮยอนยอมรับความจริงที่สูญเสียคนรักไปไม่ได้
แต่นี่มันยิ่งกว่านั้นซะอีก ยิ่งพูดยิ่งขนลุก sad smile

ฉากที่หลอนมากๆก็ตอนที่ซึงฮยอนบอกว่าเห็นจียงเดินไปมาอยู่ในบ้าน แต่พอหมอยูหันไปก็ไม่เห็นใคร นี่สุดๆเลยค่ะ ตัวฟูเลยนะเนี่ย

แต่พออ่านมาเจอประโยคที่บอกว่า ไม่เคยมีคนที่ชื่อจียงอยู่บนโลก ฉากไหนๆก็ชิดซ้ายเลยค่ะ
สุดท้ายก็ภาพหลอนหมดเลยเหรอเนี่ย โฮกกกกกก

ชอบมากค่ะ ฟิคแบบนี้ บรรยากาศหม่นๆหลอนๆ ฟิคสีเทาๆ ชอบมากค่าาาาาาา

#1 By HiYo on 2009-10-26 12:55

*ขนลุก*

ตัวเองเหมาะกับเรื่องดาร์คๆเหมือนกันนะเนี่ย
บรรยากาศมันมึดๆทึมๆดีอ่ะ open-mounthed smile
อ่านแล้วแบบว่า.. น้องจีคือ "ตัวอะไร"
... คน วิญญาณ ภาพหลอน?

แต่เค้ายังอยากให้หมอยูเป็น โยโก ยู อยู่นะ
แล้วให้จบแบบคุณหมอหัวเราะ "หึ" หนึ่งที


ฮู้ยยยยย~ สยองแฮะ

#2 By sqirrel (119.46.57.229) on 2009-10-26 13:47

เอ่อะ! สรุปแล้วจียงเป็นสิ่งมีชีวิตรึป่าวอ่าค๊ะ
ตกลงจียงเป็นอะไรกันแน่หง่ะ
อ่านแล้วขนพองสยองกร้าว

ถ้า ไม่เคย..มีคนชื่อจียงอยุ่ในโลก..
แล้วซึงฮยอนทำไมถึงมีอาการหลอนได้ถึงขนาดนี้น้อ
เนื้อเรื่องดำเนินดี น่าอ่านมากค่ะ
ชอบแนวแบบนี้ อ่านแล้วชวนให้คิดตาม

แต่เราคงอ่านแล้วไม่เก็ตเองแหละ
เด่วต้องกลับไปทวนอ่านอีกหลายๆรอบ ฮี่ฮี่

ตอนแรกเราเข้าใจว่า ที่ซึงฮยอนบอกว่าจียงเป็นฝ่ายทิ้งไป คือ ตายจากไป
แต่ซึงฮยอนยอมความจริงไม่ได้ ก้เรยปลอบใจตัวเองไปว่าจียงทิ้งไปมีคนอื่น จนคลุ้มคลั่งเกิดอาการหลอนไรงี้

แล้วแบบจียงซึ่งยังเป็นห่วงและรักซึงฮยอนอยุ่
ยังไม่รุ้ตัวว่าตัวเองตายไปแล้ว ก้เรยยังวนเวียนอยุ่กับซึงฮยอนไรงี้อ่ะ

แล้วเราสงสารจียงอ่ะ ถึงจะเป็นวิญญาณภาพหลอนอะ ไรก้เหอะ
ตอนที่ซึงฮยอนผลักจียงง่ะ แล้วลุกวิ่งตาม
นี่เราคงอ่านแร้วอินมากจนเกินไป ฮ่ะฮ่าา

อยากให้มีภาคต่ออ่ะค๊าาา question
อยากให้ซึงฮยอนได้พบกับจียงจริงๆ คือเราเป็นคนขี้สงสารอ้ะ หิหิ

เอาแบบให้คนกับวิญญาณอยุ่ด้วยกันก้ได้ แหวกแนวดี
ถึงแม้จ่ะอยุ่กันคนละโลก แต่ก้ยังรักกันมาก
อยากให้ซึงฮยอนกับจียงสมหวังอ๊า
(ไรเตอร์::ไม่แต่งเองเรยฟร๊ะ--)

ขอบคุนสำหรับฟิคค๊าาา
confused smile confused smile confused smile confused smile

#3 By Yuki-Onna (58.8.97.240) on 2009-10-26 15:34

เป็นฟิคที่ทำให้หลอนจัง
นั่งอ่านไปก็ขนลุกไปหมดเลย
ไม่อยากหาคำตอบว่ามีที่มาที่ไปยังไง
เรากลัวจริงๆอ่ะ
อ่านแล้วไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวววว

#4 By piyaa on 2009-10-26 23:39

ไม่เคย.... มีคนชื่อจียงอยู่ในโลก...
อ่า เป็นฟิกที่สุดยอดจังbig smile
อ่านแล้วแบบว่า พอถึงประโยคนี้แล้วมันใจกระตุกวาบเลย
สงสารชเวซึงฮยอนอย่ารุนแรง
ตอนแรกเดาว่าจียงอาจจะตายไปแล้ว
แต่ซึงฮยอนรับความจริงนี้ไม่ได้ซะอีก
แต่ความจริงมันโหดร้ายกว่านั้นมากมายนัก

จียงอาจเป็นอะไรซักอย่างที่ซึงฮยอนมองเห็นคนเดียว
แต่ถ้าจียงไม่ใช่อะไรเลย ซึงฮยอนก็น่าสงสารมาก
เพราะด้วยอะไรหลายๆอย่างมันกดดันจน
เค้าต้องสร้างจียงขึ้นมากเหมือนเป็นสิ่งเติมเต็มชีวิต

เรื่องดีมากเลยค่ะ ชอบจัง ขอบคุณมากนะคะ
big smile

#5 By DMP on 2009-10-27 01:54

พี่สาว........

ที่น้องขนลุกในตอนอ่านครั้งแรก มันไม่ใช่เพราะแอร์ที่มอสเย็นไปหรือร้านเอ้าท์แบคพยายามแช่แข็งเรา

แต่มันเพราะเรื่องราวของพี่สาวนี่แหละค่ะ

อ่านรอบที่สองก็ยังทำให้เย็นสันหลังอยู่ และเชื่อว่ารอบสามก็น่าจะไม่แพ้กัน

ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีคน ๆ นั้น

ทั้ง ๆ ที่ก็อ่านผ่านตาไปแล้ว

แต่ประโยค...หรือไม่มีจียงอยู่ในโลกนี้...

ก็ทำน้องเย็นโดยไม่มีสาเหตุทุกทีเลยค่ะ บรึ๋ยยยย

แต่ว่านะ แต่ว่า พออ่านหลาย ๆ รอบแล้วเราคิดว่าไม่มีจียง ไม่มีผีเสื้อตัวนั้นจริง ๆ

แล้วอ่านถึงตอนที่ซึงฮยอนโดนกอดจากด้านหลังอ่ะ



หงึ่ยยยยยยยยยยยยยยยยยย น้องสาวกลัวววววว

ปล. ขำพี่กระรอก ที่ถามว่าจียงเป็นอะไร คน วิญญาณ ภาพหลอน?

น้องสาวอยากเติม สัตจว์ สิ่งของ แร่ธาตุ ไปด้วยง่ะ

อุฮิ

#6 By s@gwa (125.24.146.51) on 2009-10-29 06:02